ผจญภัยไปกับผู้หญิง 3 คน เทรคกิ้ง ABC สู่เทือกเขาหิมาลัย

สำหรับคนที่อยากลอง เทรคกิ้ง ณ ABC หรือ ANNAPURNA BASE CAMP เทือกเขาหิมาลัย แต่ยังไม่มีข้อมูลหรือยังไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน วันนี้เรามีบันทึกการเดินทางของ 3 สาว เทรคกิ้ง ABC สู่เทือกเขาหิมาลัย มาฝากกันค่ะ

ผจญภัยไปกับผู้หญิง 3 คน เทรคกิ้ง ABC สู่เทือกเขาหิมาลัย
ผจญภัยไปกับผู้หญิง 3 คน เทรคกิ้ง ABC สู่เทือกเขาหิมาลัย
ผจญภัยไปกับผู้หญิง 3 คน เทรคกิ้ง ABC สู่เทือกเขาหิมาลัย

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ vivevicky สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม และ เฟซบุ๊ก ตาตุ่ม

สำหรับคนที่อยากลองไปเทรคกิ้ง ณ ABC หรือ ANNAPURNA BASE CAMP เทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล สักครั้ง แต่ยังไม่มีข้อมูลหรือยังไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน ก็ตามบันทึกการเดินทางที่มาพร้อมภาพถ่ายสวย ๆ ของ คุณ vivevicky สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่ได้ไปเทรคกิ้ง ABC พร้อมบอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้เราได้รับทราบกันค่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปตะลุยกันเลย



สวัสดีค่ะ ^__^ พวกเราเพิ่งกลับจากการเทรคกิ้งที่ ABC หรือ ANNAPURNA BASE CAMP เทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล ที่ความสูง 4,130 เมตร จากระดับน้ำทะเล เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง หลายคนคงนึกภาพผู้หญิงตัวเล็ก ๆ (เมื่อเทียบกับภูเขาด้านหลัง) ออกเทรคกิ้งที่เทือกเขาหิมาลัยไม่ออก ยิ่งไปด้วยตัวเอง แบกกระเป๋ากันเองแล้วยิ่งนึกให้เห็นภาพยาก...พวกเราเองก็เช่นกันค่ะ ตอนแรกที่วางแผนจะไปเนปาลกัน เราหาข้อมูลและประเทศนี้ดังเรื่องการเทรคกิ้งมาก เพราะมีเทือกเขาหิมาลัยและธรรมชาติที่สวยสมบูรณ์ เราเลยคิดว่าถ้าไปเนปาลแล้วไม่ได้เทรคกิ้งนี่ไม่ได้...ถือว่าพลาดอย่างแรง ! ดังนั้น เราไปค่ะ ! พวกเราผู้หญิงสามคน ตัวไม่ใหญ่ จะลองไปเดินเล่นที่เทือกเขาหิมาลัยดู

ข้อจำกัดที่ประหลาดสักหน่อยของพวกเรา คือ มีเงินติดตัวกันคนละไม่มาก =_= (เราทำข้อตกลงกันเองว่าจะนำเงินไปเนปาลคนละ 30,000 บาท รวมค่าเครื่องไป-กลับ ค่าวีซ่า และค่าใช้จ่ายทุกอย่างตลอดเวลา 2 เดือนที่นู่น) ดังนั้น การเทรคกิ้งครั้งนี้เราก็จะไปแบบจน ๆ ด้วยงบน้อย ๆ ที่จะไม่ยอมให้บานเด็ดขาด และเรื่องตลกอีกอย่าง ก็คือ ตอนก่อนจะมานั้นเราเห็นตัวเองเดินสะบัดธงชาติไทยบนยอดเขาแบบสวย ๆ แล้ว (พวกเราเอาธงชาติไทยติดกระเป๋ามาเนปาลด้วยค่ะ) โถ...เราลืมคิดไปว่าการเดินทางก่อนที่จะไปถึงบนนั้นมันไม่ได้ง่ายน่ะสิ 4,130 เมตร จากระดับน้ำทะเล คงไม่ได้เดินทางราบทีเดียวถึงและก็ไม่ได้ปีนก้าวทีเดียวถึงด้วย นี่จึงเป็นการเทรคกิ้งที่คนจะเทรคไม่ได้ออกกำลังกายเตรียมตัวมาเลย ทั้งยังจน ทั้งยังมาหน้าฝน ท้าทายเหลือเกิน แต่ว่า...เราก็ทำได้แล้วค่ะ !!!

ด้วยเงินที่มีเพียง 3,500 บาทต่อคนเท่านั้น กับระยะเวลา 7 วัน ที่ไต่ขึ้นไปตามเทือกเขาหิมาลัยสู่ Annapurna Base Camp ที่ความสูง 4,130 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยมีไกด์หนึ่งคนที่แบกเป้ให้เราหนึ่งใบ สองจากสามคนของพวกเราแบกเป้เอง และอีกคนแบกกล้องตัวเบ้อเริ่ม



เราใช้อวัยวะสำคัญหลายอย่างในการเทรคกิ้งครั้งนี้ ที่แน่ ๆ มีเท้าที่ใช้เดิน สมองใช้บริหารเงินที่มีติดกระเป๋ากระจิดริด และหัวใจที่ซึมซับเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ขอให้สนุกไปกับการเทรคกิ้งครั้งนี้ของพวกเราค่ะ :)

ป.ล. พวกเราสามคนสร้างเพจหนึ่งก่อนหน้าที่จะมาผจญภัยที่เนปาล และเรื่องราวการเทรคกิ้งก็มีอยู่ในนั้นด้วย เราอยู่เนปาลกันนานค่ะ ไม่ใช่มาฉบับนักท่องเที่ยวอย่างเดียวด้วยล่ะ

เพจพวกเราชื่อว่า ตาตุ่ม

พวกเราฝากด้วยนะคะ : )

พวกเราตื่นแต่เช้านั่ง Local Bus จากเมืองโพคารา (Pokhara) ไปยังนายาพูล (Nayapul) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเทรคกิ้งครั้งนี้ ตอนนั้นพวกเราตื่นเต้นสุด ๆ เพราะแต่ละคนยังมีพลังสด ๆ กันอยู่ ไม่ได้รับรู้ถึงความหนักของเป้บนหลังเลย อ้อ...พวกเรามาเทรคกิ้งครั้งนี้มีพี่ไกด์นำทางไปด้วย 1 คน (ซึ่งก็ไม่ได้ทำหน้าที่ไกด์สักเท่าไร =_=) เมื่อลงรถจากนายาพูลเราก็ไปทำ Permission และก็เริ่มออกเดินทันที เพราะตอนนั้นไปถึงก็ตอนประมาณสิบเอ็ดโมงแล้ว และนี่ก็คือสถิติที่เราทำได้ในวันแรกค่ะ



ที่จริงแล้วตอนที่มาถึง Nayapul มีรถ Local Bus ราคา 350 รูปี (ประมาณหนึ่งร้อยกว่าบาทไทย) ไปยังหมู่บ้าน Siwai ด้วย แต่พวกเราไม่รู้ (พี่ไกด์ไม่ยักบอกน้องคะ ฮือออ !!!) ก็เลยต้องเดินเท้าแบกกระเป๋ากันไปประมาณเกือบสองชั่วโมงท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวและเส้นทางที่แทบจะไร้เงาร่มไม้ให้นั่งพัก



ทางเดินเป็นทางราบลูกรังยาวมาตลอดทางค่ะ


เดินอ้อมเขาไปเรื่อย ๆ และมีสะพานข้ามแม่น้ำอยู่บ้าง สะพานนี้เป็นสะพานที่สร้างอย่างดี แข็งแรง เทียบไม่ติดกับวันหลังๆ ที่พวกเราต้องข้ามแม่น้ำที่น้ำเชี่ยวกรากด้วยสะพานไม้ผุ ๆ T_T



ระหว่างเดินเท้าไปยังหมู่บ้าน Siwai เราต้องเดินเลียบเขาไปเรื่อย ๆ



ในวันแรกฝนตกมาตลอดทาง พวกเราต้องใส่เสื้อกันฝนคลุมสัมภาระและตัวเราไม่ให้เปียกปอน (เสื้อกันฝนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการเทรคกิ้งหน้ามรสุม) อยากพักอยู่ทุกขณะ แต่ก็ต้องบังคับตัวเองให้เดินต่อไป ที่เห็นอยู่ลิบ ๆ คือสมาชิกที่เดินไปไกลแล้ว คนถ่ายรูปนี่เดินรั้งท้ายอยู่ตลอด



เส้นทางหน้าตาอย่างนี้เลย หินตามทางบางทีเจอหินใหญ่ ๆ กีดขวางทางก็ต้องปีนข้าม



เราผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี้น่าจะปลูกข้าวโพดเยอะเหมือนกัน เพราะเราเห็นเยอะแยะ



หมู่บ้าน Kyumi ซึ่งเป็นที่พักและร้านอาหารที่นักเทรคกิ้งสามารถแวะได้



*การเดินทางเทรคกิ้งเส้นนี้จะมีที่แวะพักอยู่เรื่อย ๆ แต่ระยะทางไกลจากกัน ดังนั้น ต้องวางแผนให้ดีว่าวันหนึ่งจะเดินกี่ชั่วโมง จะพักกินข้าวที่ไหน จะเดินต่อเพื่อให้ไปถึงที่พักที่กำหนดภายในกี่โมง



พวกเราเพิ่งรู้ว่าภาพในกล้องของวันแรกที่เทรคกิ้งมีไม่มากเท่าไร โดยเฉพาะตอนที่เราเดินทางเส้นโหดชนิดที่อยากจะกรี๊ด ๆ แต่ไม่มีแรงให้กรี๊ด และเพราะว่ามาเทรคกิ้งหน้าฝน อากาศชื้น ๆ อย่างนี้ ทากล่ะชอบนักหนา หลังจากผ่านมาได้เกือบห้าชั่วโมงของการเดินเท้า เราสามคนเพิ่งรู้ตัวว่าโดนทากเจาะขาดูดเลือดกันไปหลายที่ และเมื่อรู้ว่าเจอทากเข้าแล้ว นาทีนั้นสติแตกกันเลยค่ะ !!! อาการเหนื่อยหอบแฮก ๆ ก็กลายเป็นเดินจ้ำเอา ๆ ไม่สนใจบรรยากาศทั้งสิ้น เพราะกลัวทากขึ้นสมองกัน แค่ทากไม่พอ เนื่องจากผ่านหมู่บ้านกันหลายหมู่บ้านเรายังต้องเดินผ่านฝูงสัตว์ใหญ่ อย่างเช่น ควาย แพะ แกะ ที่สวนมาระหว่างทาง ซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ที่ต้องเดินเรียงเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกลายเป็นเรื่องยากเมื่อต้องเดินหลีกทางให้กับน้องสัตว์เหล่านี้

นี่คือป้ายบอกระยะเวลาที่มีให้เห็นตามจุดพัก ที่ต้องบอกเป็นระยะเวลาก็เพราะว่าการเทรคกิ้งจะบอกเป็นระยะทางหรือกิโลเมตรให้ไม่ได้ บางทีต้องขึ้นเขาหรือลงเขา ทางชันมาก จึงเป็นการกะระยะเวลาแทน



วันที่ 2 (1 กรกฎาคม 2557 วันนี้คือวันที่โหดที่สุด !!!) หลังจากที่เมื่อวานได้เริ่มเทรคกิ้งกันแล้ว พวกเรานอนพักสลบเป็นตายที่ New Bridge ที่ความสูง 1,340 เมตร โดยจาก Nayapul นั้นสูงแค่ 1,070 เมตร ถือว่าขึ้นมาไม่สูงมาก แต่เหนื่อย เหนื่อยมาก ! เพราะเราคงไม่ได้ฟิตร่างกายมาอย่างดี เราสามคนไม่ได้ออกกำลังกายเพื่อเตรียมตัวก่อนมาเทรคกิ้งเลยค่ะ ฮ่า ๆ แต่คิดว่าต่างสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว คงไม่น่าเป็นห่วง (บอกแล้ว ตอนนั้นพวกเรามองเห็นภาพตัวเองถือธงชาติไทยข้างบนนู่นแล้ว ในหัวลืมคิดเรื่องการเดินทางก่อนไปถึง) เราตกลงกับพี่ไกด์ว่าจะเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า ตื่นนอน 6 โมงกว่า มาทานข้าวเช้า ล้างหน้าล้างตา ส่วนอาบน้ำนี่ไม่ไหวค่ะเพราะอากาศเย็น ๆ ถ้าอาบน้ำอุ่นต้องเสียอีก 100 รูปี (สามสิบกว่าบาทไทย) โถ...ก็พวกเราไม่ค่อยมีเงินนี่นา อะไรเขียมได้ก็ต้องเขียมไปก่อน



การเทรคกิ้งนี้รวมขึ้น-ลง 7 วันค่ะ ดังนั้น เราต้องเดินไปให้ถึงเป้าที่กำหนดว่าเราจะไปถึงที่ใดให้ได้ในแต่ละวัน โดยวันที่ 2 นี้อย่างที่บอกไปแล้วว่าโหด คือ โหดของแท้ เพราะที่พักของเราอยู่แค่ที่ 1,340 เมตร แต่เราต้องขึ้นไปที่ 2,360 เมตร ไม่เยอะเลยแค่อีก 1,040 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร เท่านั้นเอง !



เส้นทางในวันนี้ต้องเดินอ้อมเขาลงมาข้ามแม่น้ำ ก่อนขึ้นไปถึงยอดเขาอีกลูก (2,170 เมตร) ลงมาจนสุด เพื่อข้ามแม่น้ำอีกครั้งและขึ้นไปพักที่ Sinuwa ความสูง 2,360 เมตร



ที่เห็นหน้าตายังร่าเริงอยู่ เพราะว่าถ่ายกันตอนที่ทางยังสมูท เดินแล้วมีอารมณ์ยิ้มให้กล้อง



บรรยากาศขณะข้ามแม่น้ำที่น้ำเชี่ยวกราก



อยากหาภาพระหว่างเส้นทางที่ยากเย็นแสนเข็ญให้ดูเหลือเกินค่ะ แต่ตอนนั้นทุกคนคงเหนื่อยจนไม่มีแรงจะยกกล้องจริง ๆ เพราะดูในกล้องแล้วไม่มีใครถ่ายรูปตรงเส้น Chhomrong มาเลยค่ะ T_T จากภาพนี้แทบจะไม่เห็น New Bridge ที่เราพักเลย เห็น Jhinu อยู่น้อย ๆ และ Chhomrong อยู่ลิบ ๆ Chhomrong นี่เอง พวกเราบ่นตลอดทางว่าให้ขึ้นมาทำไมสูงขนาดนี้ ขึ้นไปบนสุดแล้วลงมาจนสุด แล้วค่อยไต่เขาอีกลูกไปอีก T_T ตอนที่เดินนี่บางทีกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่า "I\'m good !!! I can do it !!!" ไม่ต้องแปลกใจเพราะเป็นเสียงพวกเราเอง 555 พี่ไกด์แนะนำว่าให้พูดให้กำลังใจตัวเองแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น



เราขึ้นมาถึงที่พักที่ Sinuwa ตอนประมาณบ่าย 3 โมงกว่า ถือว่าทำเวลาได้ดีกว่าเมื่อวันก่อน



ที่พักที่นี่ราคาไม่แพงเช่นกันค่ะ การเทรคกิ้งเส้นนี้พบว่าที่พักราคาจะถูก แต่จะไปหนักค่าอาหาร (ซึ่งเป็นข้อบังคับผู้เข้าพักว่าต้องสั่งอาหารด้วย) เราเสียค่าที่พักไป 300 รูปีต่อห้อง ตกเป็น 100 บาทไทย หรือคนละ 30 กว่าบาทเท่านั้น

วันที่ 3 (2 กรกฎาคม 2557) เราตื่นแต่เช้าจัดอาหารเช้ากันเบา ๆ ตามความเบาของกระเป๋าตังค์ ฝรั่งที่มาเทรคกิ้งจัดอาหารมื้อใหญ่เป็นพลังงานสำหรับการเริ่มต้นวัน แต่พวกเราได้แต่ทำตาละห้อยใส่ ที่สั่งมามีเพียง Black Tea กันคนละแก้วเท่านั้น (60 รูปีต่อแก้ว) แล้วกินบิสคิตที่ซื้อติดตัวกันมาประทังชีพไป ตอนเช้าก่อนออกเดินทางมีหมอก แต่เรามองเห็นภูเขาหิมะอยู่ลาง ๆ แล้ว จากที่ปวดเนื้อปวดตัวจากเส้นทางเมื่อวานเรามีกำลังใจขึ้นมาเลยแฮะ



วันนี้อากาศดี และวิวข้างทางก็สวยจนเดินเพลินกันเลย



เส้นทางเริ่มขยับจากป่าชื้นมาเป็นวิวกว้าง ๆ เห็นภูเขาสูงแล้วค่ะ วิวสวยมากกกกกกกกก




แต่ว่า...



ไม่ได้แปลว่าเส้นทางจะสวยเหมือนวิว ทางโหดคงไม่เท่าไร แต่นี่น่ากลัว เส้นทางอันตรายพอสมควร





สรุปวันที่ 3 ของการเทรคกิ้ง พวกเราเดินได้เร็วขึ้นมากกว่าสองวันแรก พักน้อยกว่าเดิม และมีกำลังใจมากขึ้น อาจเพราะการเจอนักเทรคเกอร์ทั้งจากที่พักและระหว่างทาง ได้พูดคุยกับนักเทรคเกอร์ซึ่งแต่ละคนแข็งแรงมาก เรายิ่งรู้สึกว่าสาวไทยจะไม่ยอมค่ะ !



อีกอย่างหนึ่ง คือ เราต้องการไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ไม่เป็นภาระของวันถัดมา ซึ่งตามกำหนดวันที่ 4 ของการเทรคที่นี่นั้น นักเทรคเกอร์จะถึงที่ ABC แน่ ๆ ดังนั้น เราจึงอยากถึง ABC อย่างไม่เหนื่อยและสะบักสะบอมมากจนเกินไป

วันที่ 3 นี้จะเห็นว่าความโหดต้องยกให้ระยะที่ทางไกลและความน่าหวาดเสียวของเส้นทาง เพราะบางเส้น เราต้องไต่หิน เลียบแนวหน้าผากันจริง ๆ แต่เส้นทางนี้ก็ดีอยู่อย่างตรงที่ว่าเราไม่ได้เจอทากแล้วจ้า

วันที่ 3 พวกเราพักที่ Deurali ซึ่งที่พักก็ยังไม่แพงเช่นเคย ห้องละ 450 รูปี ตกแค่คนละ 150 รูปี หรือ 50 บาทเท่านั้นเอง แต่ค่าอาหารก็พุ่งขึ้นน่ากลัวจนพวกเราใจหาย จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่แพงมากเท่าไร แต่ตอนนั้นนักเทรคเกอร์กระเป๋าตังแฟบอย่างพวกเรารู้สึกว่ามันแพงจัง อาหารเย็นเราจึงสั่งรวมกันเป็น Plain Fried Rice หรือว่าข้าวผัดเปล่า ๆ ปราศจากสิ่งใด ๆ ไม่มีกระทั่งผัก (หากเป็น Vegetable Fried Rice ราคาก็จะสูงขึ้นอีก) สั่งไข่ทอดมาอีกจาน และซุปจืด ๆ มาอีกหนึ่ง ถามว่าเพียงพอหรือเปล่า เราคงต้องตอบทันควันว่า "ไม่" คนที่เดินเท้าใช้พลังงานทั้งวันสามคนกินแค่นี้รวมกันมันไม่พอเอาซะเลย พวกเรานั่งคุยกับนักเทรคเกอร์ฝรั่ง เขายังถามว่าทำไมกินน้อยจัง สาวไทย 3 คน ตอบไปว่า "โอ๊ย มันเหนื่อยน่ะ เหนื่อยจนแทบไม่ค่อยหิวเลย" ส่วนใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงนั้นพวกเราไม่มีเงินค่ะ

วันที่ 4 (3 กรกฎาคม 2557) การเดินทางเริ่มต้นตอนเวลา 7 โมงเช้าเหมือนทุกวัน วันนี้เราคึกคักกันใหญ่ ทั้งเราเองและนักเทรคเกอร์คนอื่น ๆ ก็ด้วย แหม ก็เดินอีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเราจะขึ้นไปถึง Annapurna Base Camp แล้วนะ จากที่ที่เราพัก 3,200 เมตร ต้องไต่ไปให้ถึงที่นั่นที่ความสูง 4,130 เมตร ในเวลาที่คนทั่วไปใช้ก็ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ถ้าพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย



อีกไม่กี่ชั่วโมงจะไปถึง ABC แล้ว เอ้า ! ยิ้มสู้เข้าไว้



เดินออกจากที่พักสักประมาณสี่สิบนาทีก็เจอวิวอย่างนี้แล้ว สีเชียวชอุ่มของต้นหญ้าและภูเขาในฤดูฝนนี่สวยจริง ๆ



จาก Deurali ระดับ 3,200 เมตร จะต้องไปที่ MBC (Machhapuchhre Base Camp) ระดับ 3,700 เมตร ในภาพนี้เรายังมองไม่เห็นยอด Machhapuchhre เลยค่ะ เราต้องเดินข้ามเขาอีกเช่นเคย (Machhapuchhre คือ เขาที่ยอดเป็นหางปลาจึงออกเสียงว่า มัชฉา Machha เป็นภูเขาหนึ่งที่สวยและมีเอกลักษณ์มาก)



วันนี้ไม่เหนื่อยมากเท่าไรนะ เดินไปชมวิวไปเพลิน ๆ เจอภูเขาสวยไม่พอ เจอดอกไม้ป่าสวย ๆ ระหว่างทางนี่พวกเราถูกใจมาก ขอยกให้เป็นเส้นทางที่สวยที่สุดของการเทรคกิ้งไป ABC เลยค่ะ





เส้นทางไปยัง MBC ขรุขระ ต้องมีไม้ค้ำไว้คนละด้ามกันล้ม วันหลัง ๆ เดินแล้วเข่ายิ่งไม่ค่อยจะดีกันค่ะ ฮ่า ๆๆ ส่วนไม้ที่ใช้ก็ไม่ใช่ไม่เทรคกิ้งอะไร นี่เลย...เราหาไม้ไผ่ระหว่างทางเทรคกิ้งมาใช้นี่แหละ ถูกและดีมีในโลก





มองขึ้นไปเห็นน้ำตกด้วย



หลังจากถึง MBC แล้วเรานั่งพักกันสิบนาทีแล้วจึงมุ่งหน้าสู่ ABC ต่อ และนี่เองที่เราพบว่าอากาศไม่พอก็เป็นปัญหาใหญ่



ปัญหาที่พวกเราประสบ คือ หมอกหนาจนมองไม่เห็นเส้นทาง และอากาศข้างบนเริ่มเบาบางจนหายใจลำบาก หมอกที่นี่เคลื่อนตัวไว สามนาทีผ่านไปทุกอย่างขาวไปหมด นี่เป็นภาพที่ถ่ายตอนหมอกกำลังเคลื่อนตัวมาปกคลุม


ปกติคนมาเทรคกิ้งหน้าหนาวจะเห็นภูเขารายล้อม แต่พวกเราไม่เห็นอะไรนอกจากหมอก T_T ที่สำคัญเวลาหมอกเคลื่อนผ่านทีก็หนาวแทบตาย



ตอนแรกที่หาภาพตั้งใจจะให้ดูเส้นทางและความโหดร้าย เปิดมาเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกว่าเราตัวเล็กนิดเดียวเองเมื่ออยู่ในธรรมชาติ :)



ดอกไม้ป่าสีสวยมีอยู่ตามทาง


ธารน้ำใส ๆ ก็มีให้เห็นตลอดทาง





ธารน้ำตรงนี้เองที่ทำให้รู้ว่าใกล้จะถึง ABC แล้ว (พี่ไกด์บอก)





อากาศเย็นมากค่ะตอนนั้น ร่างกายเราไม่มีเหงื่อออกสักหยด หน่วงกับการเดินและค่อย ๆ หายใจ นักเทรคเกอร์หน้าซีดเซียวกันถ้วนหน้า



พวกเราพักกันเป็นระยะเพราะวันนี้ไม่ต้องรีบแข่งกับเวลา



หลังจากที่เดินมาสี่ชั่วโมงกว่า...และในที่สุดเราก็ถึงตรง Base Camp แล้ววววว !!!



กระเป๋าแบ็คแพ็คและธงชาติไทยได้มานอนที่ ABC แล้ว วู้ฮู !



สรุปวันที่สี่เส้นทางราบรื่นดี แต่มีหมอกหนาและอากาศหนาวเป็นอุปสรรคจนทำให้เราเดินได้ช้ากว่าเดิม แต่เราก็ถึงอย่างปลอดภัย ไม่มีใครเป็นลมเป็นแล้งไปก่อน



ตอนที่เรามาถึงพวกนักเทรคเกอร์ฝรั่งมาถึงกันหมดแล้ว (พวกเราเดินช้าค่ะ ยอมรับเลย เพราะวันที่สี่ที่ว่านี้วิวสวยมาก แถมเรายังมีเวลาเหลือเฟือ พวกเราเลยเดินท่องน่องชมวิวถ่ายรูปกันอย่างใจเย็น) เรามาถึงกันตอนประมาณบ่ายหนึ่งกว่า ๆ หมอกปกคลุมเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นภูเขาสักลูก กระทั่ง Annapurna เองที่มาถึงใกล้ ๆ ก็ไม่เห็น อากาศหนาวมากกกกกกก ต่ำกว่าสิบองศา พอมาถึงที่พักแล้วไม่มีอะไรนอกจากห้องนอนและห้อง Dining Room ซึ่ง Dining Room นี่เป็นศูนย์รวมนักเทรคเกอร์ทั้งหมดทั้งปวงที่มาค่ะ เพราะไปไหนไม่ได้อยู่ห้องนอนหนาวเกิน



นักเทรคเกอร์ก็จะมานั่ง ๆ นอน ๆ เล่น ๆ ที่นี่แทน บ้างก็จับกลุ่มคุยกัน เล่นไพ่ อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ว่ากันไป เราเองก็ไม่มีที่ไปเลยมาสิงที่นี่ด้วย ตอนหนึ่งที่นักเทรคเกอร์นั่งอยู่เต็มห้อง เราแอบนับจำนวนคนเล่น ๆ โหย มีคนมาเทรคกิ้งกันตั้งสามสิบกว่าคน ขนาดเป็นช่วงโลว์ซีซั่นนะเนี่ย และที่ทำให้แอบภูมิใจหน่อย ๆ คงเป็นตรงที่ผู้หญิงทั้งหมดที่มาถึงในวันนั้นมีอยู่แค่ 6 คน เป็นชาวเอเชีย 4 คน คนหนึ่งมาจากเกาหลีใต้ นิสัยดี น่ารัก ส่วนที่เหลือก็เป็น 3 คน เป็นสาวไทยตัวเล็กกระจิด เราสามคนตัวเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับฝรั่งตัวใหญ่ ๆ แถมพวกเขายังชมเราด้วยแหละว่า "พวกยูเก่งจัง ตัวเล็กแล้วยังแบกกระเป๋าแบกกล้องกันขึ้นเขามาเอง" ^__^



ตอนนี้ยังเพิ่งขึ้นไปถึง ABC ยังไม่ได้เล่าตอนลงเลย มันส์สุด ๆ ไปเลยค่ะ และไหนจะภาพสวย ๆ ของบรรยากาศบน ABC อีก ตอนนี้เอาภาพธงไทยสะบัดพลิ้วไหวที่ ABC ไปก่อนนะคะ

หลังจากที่ไปถึง Annapurna Base Camp เป็นที่เรียบร้อย เราก็ได้ทำภารกิจหนึ่งสำเร็จไปด้วย นั่นคือ ถ่ายรูปธงชาติสวย ๆ บน ABC



นี่เป็นความยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งค่ะ เนื่องจากพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเทรคกิ้งอีกครั้งเมื่อไร และไหนจะเป็นครั้งแรกที่เราเทรคกิ้งบนเทือกเขาหิมาลัย โอ้ว...นั่นจึงเป็นความตั้งใจส่วนตัวที่เราจะเล่นใหญ่ให้ได้ 555 เราจึงตัดสินใจว่าจะนำธงชาติไทยมาถ่ายรูปบนนี้ด้วยค่ะ



ในครึ่งหลังของการเทรคกิ้งที่เราต้องเดินลงจาก ABC สนุกและโหดไม่แพ้ตอนขึ้นค่ะ เราก็จะเล่าเรื่องและมีเนื้อหาตามนี้นะคะ

- วันที่ 5-7 ของการเทรคกิ้ง เรื่องราวและรูปถ่าย
- ค่าใช้จ่ายแบบแจกแจงรายละเอียด

วันที่ 5 : ABC (4,130 m.)-MBC (3,700 m.)-Deurali (3,200 m.)-Himalaya (2,920 m.)-Dobhan (2,520 m.)-Bamboo (2,360 m.)-Sinuwa (2,360 m.)

วันที่ 6 : Sinuwa (2,360 m.)-Chhomrong (2,170 m.)-Jhinu (1,610 m.)-New Bridge (1,340 m.)-Kyumi

วันที่ 7 : Kyumi-Siwai นั่งรถกลับเมือง Pokhara

เรามาถึงที่ ABC กันในวันที่ 4 ของการเทรคกิ้ง หรือวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ค่ะ จากวันที่ไปถึงในสภาพอากาศไม่ดี (หมอกหนามาก) จนทำให้เมื่อมาถึงแล้วไม่เห็นวิวภูเขาใด ๆ นักเทรคเกอร์ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากนั่งเล่นนอนเล่น แต่พอถึงเวลาประมาณหกโมงเย็นปรากฏว่าฟ้าเริ่มโปร่ง หมอกบางลงจนเห็นยอดเขาในที่สุด นักเทรคเกอร์เฮโลกันลั่นด้วยความดีใจ เพราะถ้าวันไหนสภาพอากาศแย่จริง ๆ ก็โชคร้ายไปเลย มีบางรายที่ขึ้นมาแล้วไม่เห็นวิวใด ๆ เลยก็มี นี่อาจเป็นหนึ่งในข้อเสียของการมาเทรคกิ้งหน้ามรสุมในฤดูฝนเช่นนี้



หมอกที่นี่ถ้ามาเมื่อไรให้ระวังไว้เลยนะคะ มาไวกว่าที่คิดมากกกกกกก !!! ดีที่เราถ่ายรูปรวมไว้ได้บ้างก่อนที่หมอกจะมากลืนกินวิว



หมอกตัวร้าย ! บอกเลยค่ะไม่เกินสามนาทีนางจะกลบทุกอย่าง ดังนั้น เห็นหมอกมาเมื่อไรให้รีบถ่ายรูปให้เร็วและให้มากที่สุดก่อนที่จะไม่มีวิวใด ๆ นอกจากหมอกสีขาวทึบ ๆ



หลังจากที่หมอกหนาปกคลุมนักเทรคเกอร์ก็มานั่งจับเจ่ากันที่ Dining Room เหมือนเดิม ขณะเดียวกันความมืดก็เข้าปกคลุม พวกเราสั่งข้าวเย็นกันโดยใช้หลักเดิม คือ เลือกเมนูที่ถูกและอิ่มที่สุด มื้อนั้นเราจึงสั่งมาม่าเกาหลี Ramyon ถ้วยใหญ่ราคา 420 รูปี (140 บาท) มาแบ่งกันกินสองคน ส่วนอีกคนสั่งข้าวผัดราคา 380 รูปี (ประมาณ 130 บาท) นักเทรคเกอร์ฝรั่งมองพวกเราด้วยความทึ่ง (อีกครั้ง) และคงนึกในใจด้วยความสงสัยว่าจะกินกันอิ่มได้ยังไงเนี่ย และแน่ ๆ เพื่อนนักเทรคเกอร์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่วันต้น ๆ คงเริ่มรู้บ้างแล้วว่า "พวกเราจน"

ขณะที่เราตักมาม่าแบ่งใส่ชามสองสามด้วยความรู้สึกอายเล็กน้อย สายตาดันเหลือบไปเห็นหนุ่มจีนคนหนึ่งนั่งตักข้าวเปล่าคำโตใส่ปากโดยไม่สนสายตาใคร โอ้ว ข้าวเปล่าจ้า ข้าวเปล่า ๆ หรือ Plain Rice เลยนะ ดูท่าทางจะหิวด้วยแต่ก็เลือกเมนูถูก ๆ เหมือนพวกเรา พี่หนุ่มจีนกลายเป็นไอดอลของพวกเราในทันที ณ ตอนนั้นเราว่าเทรคกิ้งแบบจน ๆ นี่มันก็ท้าทายดีนะ มีเงินเท่านี้กินแค่ให้พออิ่ม แล้วก็มาถึง ABC ได้ เจ๋งดีออกเนอะ 555 เราเข้านอนแต่หัวค่ำเช่นเคยเพราะเก็บพลังงานไว้สำหรับวันถัดมา อากาศหนาวมาก อยู่ในห้องนอนมีผ้าห่มเป็นตัวช่วยก็ยังไม่อุ่น จนสาวไทยต้องนอนกอดกันกลม ตื่นมาอีกทีตอนตี 4 กว่าเพื่อลุ้นว่าฟ้าจะเปิดหรือเปล่า และขอบคุณอะไรก็ตามค่ะ ฟ้าเปิดให้เราได้เห็นภูเขาที่เราใช้เวลาเดินขึ้นมา 4 วัน



ที่นี่พระอาทิตย์ขึ้นเร็ว ตีห้าปุ๊บ ฟ้าก็สว่างแล้ว



ฟ้ากับภูเขาเป็นของคู่กัน ดีใจที่ได้เห็นท้องฟ้าสีสวย ๆ กับภูเขาที่ได้ชื่อว่าอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยนี้



ขอพาธงชาติไทยถ่ายรูปด้วยอีกสักแชะละกัน


นี่คือภูเขา Annapurna I ซึ่งตั้งอยู่ข้างหลังที่พักเลย



ที่พักบน ABC มีที่เดียวตอนที่เราไป แต่เห็นกำลังสร้างอีกอาคารอยู่ใกล้ ซึ่งที่ที่เราอยู่กันนั้นทำเลดีมาก สามารถมองเห็นภูเขา Machhapurche จากด้านซ้าย เห็นภูเขา Annuapurna I ข้างหลัง และภูเขาอีกลูกที่ด้านขวา เห็น Machhapurche ชัดเจนไม่มีหมอกมารบกวน



Machhapurche กับแสงเช้า ส่วนที่เห็นข้างล่างไกล ๆ คืออาคารที่พักสำหรับนักเทรคเกอร์ค่ะ



ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วขอชักภาพอีกหน่อย



เห็นสาวไทยเอาธงชาติมาเทรคกิ้งด้วย ฝรั่งไม่ยอมค่ะ จัดไปเด็ดกว่า กรี๊ดดด !!!



ภาพแสดงความร้ายกาจของหมอก



ให้นึกถึงหมอกพิษในเรื่อง Hunger Games ได้เลยค่ะ ประมาณนั้น ลอยมาพรึ่บ ๆๆๆ หันไปอีกที คือ ทุกอย่างโดนหมอกกลืนกินแล้ว



ตรงนี้เหมือนเป็นอนุสรณ์สักอย่าง





ยอดเขาเลือนราง (ผลงานหมอกตัวร้าย 555)



นี่เป็นบ้านพักชาวเนปาลที่ทำงานบนนี้ค่ะ บ้านทำด้วยหินเพื่อป้องกันความหนาว



วันที่ 5 ของการเทรคกิ้ง (4 กรกฎาคม 2557) วันนี้จะเป็นวันที่โหดมากกกกกกก !!! เนื่องจากเส้นทางนี้เรากำหนดเวลา 7 วัน สำหรับการขึ้น-ลง (ขึ้น 4 ลง 3) ดังนั้น การเดินลงจะต้องสิ้นสุดให้ได้ภายใน 3 วัน แต่ว่าระยะทางเท่ากับวันที่เดินขึ้น 4 วัน โดยวันที่ 5 นี้เราจะต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวันที่ 3 เป็นอย่างน้อย นั่นหมายความว่าระยะ 1 วันครึ่งที่เดินขึ้นมานั้น เราต้องลงไปให้ได้ภายใน 1 วัน จาก ABC (4,130 m.) ไป Sinuwa (2,360 m.) ลงไปด้วยระยะทางเกือบ 2,000 เมตร T_T ลูกหาบและนักเทรคเกอร์เตรียมตัวออกเดินทางกันแต่เช้า ไม่ทันจะ 7 โมง ดีก็เริ่มทยอยออกเดินทางกันแล้ว ทุกคนคงรู้ดีว่า "วันนี้ต้องทำเวลา" พวกเราจัดพิซซ่าหนึ่งถาดสำหรับมื้อเช้า วันนี้ต้องใช้พลังงานเยอะ จำเป็นต้องกินอะไรหนัก ๆ เข้าไว้



ที่พักบน ABC



จากการเทรคกิ้งครั้งนี้สิ่งที่ทำก่อนเดินทางต่อ คือ เช็กห้องว่ามีอะไรตกหล่นหรือเปล่า ป้องการการลืมของ ห้องของพวกเรามีสี่เตียง สาวไทย 3 คน กับสาวเกาหลี 1 คน ห้องไม่แพง ตกราคาห้องละ 600 รูปี (200 บาทไทย) คนละ 50 บาทเท่านั้น



รวมพลังก่อนลุย เฮ !



จะกลับแล้วนะ จะกลับแล้วนะ ไม่รู้จะได้กลับมาที่นี่อีกเมื่อไร แต่คำว่า "See you again" ที่ป้ายเหมือนจะบอกเราว่าเดี๋ยวจะได้กลับมาเจอกันอีก



ถ่ายกับป้ายอีกด้าน



บ๊ายบาย ABC แล้วเราจะคิดถึงเธอ :)



ในวันที่ 5 นี้เรียกได้ว่าพวกเราเดินอย่างบ้าคลั่งค่ะ บ้าคลั่งขนาดที่ถ้าบินได้คงบินไปแล้ว เดินฉับ ๆๆ ไวกว่าพวกลูกหาบและไกด์ซะอีก อย่างที่บอกค่ะเราต้องลงมาถึงที่พักที่แพลนไว้ในระยะทางที่ต่ำกว่าจากระดับเดิมเกือบ 2,000 เมตร ข้ามเขากันกี่ลูกก็ไม่ได้นับเหมือนกัน...น้องแกะระหว่างทางของพวกเรา



กลับมาข้ามสะพานที่เคยข้ามเมื่อสองวันก่อน



พวกเรายังคงความจนและเขียมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ตอนเริ่มต้นเทรคกิ้งเรามีน้ำกันสามขวดใหญ่ และเราก็ใช้ขวดพวกนี้กรองน้ำดื่มตามทาง พูดได้ว่า 7 วัน ของการเทรคกิ้งเราไม่ซื้อน้ำดื่มเลย น้ำแร่ธรรมชาติจากน้ำตกสามารถกรองใส่ขวดดื่มได้ค่ะ ใส สะอาด เย็นชื่นใจที่สุด



เราเกือบลืมบอกไปว่าระหว่างทางจะมีบลูเบอร์รีป่า ต้องสังเกตดี ๆ แล้วจะเห็น หน้าตาเป็นแบบนี้ พวกเราเห็นแล้วต้องถามพี่ไกด์ว่ากินได้ใช่ไหม ไม่มีพิษใช่ปะ พอพี่ไกด์ยืนยันว่ากินได้ เราก็จัดการกันเลยจ้า ปีนขึ้นไปบนเนินเก็บ ๆๆ เด็ด ๆๆ บลูเบอร์รีกินกัน พี่ไกด์มองอย่างสะพรึง คงไม่เคยเห็นนักเทรคเกอร์ไหนที่จะมาแบบจนเท่านี้มาก่อนสินะ 555 แต่แนะนำนะคะอร่อยจริง ใครไปเทรคเกอร์แล้วเห็นช่วยกินเผื่อเราด้วยนะ



วันที่ 5 ของการเทรคกิ้ง วัดใจกันไปเลยว่าจะไหวหรือเปล่า จะไปถึงไหน ไกลแค่ไหน เพื่อนเทรคเกอร์หนุ่มชาวสิงคโปร์ขอบาย หยุดพักที่พักก่อนเรา ขณะที่พวกเรามองหน้ากันและตัดสินใจว่า "จะไปต่อ" ทั้งที่ตอนนั้นร่างกายสะบักสะบอมกันมาก วันนี้โชคไม่ดีฝนตกหนักตลอดทาง มีเสื้อกันฝนแต่ก็ช่วยได้ไม่มาก เราตัวเปียกปอน หนาวก็หนาวแต่ต้องรีบเดินต่อเพื่อให้ถึงให้ไวที่สุด เส้นทางและบรรยากาศไม่ดีเท่าไร พวกเราจ้ำกันอย่างเดียว และด้วยความที่เป็นเส้นทางลงจึงต้องจิกเท้าเพราะบางทีเป็นโขดหิน อาการเท้าพอง เข่าร้าวจึงตามมาอย่างทีเลี่ยงไม่ได้ การเดินลงทางต่างระดับแต่ละครั้งจึงร้าวตั้งแต่เท้า เข่า ไปจนถึงก้นกบ ขณะที่ไหล่ก็ปวดหนึบ ๆ 8 ชั่วโมงกว่า กว่าจะถึงที่พักจริง ๆ เราสั่งอาหารถูก ๆ กินกันคนละจาน ก่อนกินยาคลายกล้ามเนื้อ เข้านอน สลบกันเป็นตาย



วันที่ 6 (5 กรกฎาคม 2557) เส้นทางไม่ได้มีลงอย่างเดียว แต่มีทั้งขึ้นและลง นี่คือเส้น Chhomrong ซึ่งในตอนแรกเราเดินลงบันไดจากที่นี่เป็นพัน ๆ ขั้น ในวันนี้เราต้องเดินขึ้นไปเป็นพัน ๆ ขั้นเช่นกัน เราขอสรุปเลย เพราะวันที่ 6 กับวันที่ 7 ไม่มีรูปภาพเลยจ้า เนื่องมาจากพวกเหนื่อยมากจนไม่มีแรงยกกล้อง และก้มหน้าเดินดุ่ม ๆ อย่างเดียว วันนี้พวกเราอาการไม่ดีทั้งสามคน เพราะเท้า ขา เข่ามีปัญหามากขึ้น เดินแต่ละก้าวเจ็บจี๊ด ๆ ตอนแรกยังเดินกะย่องกะแย่งกัน ยิ่งเป็นตรงบันไดแล้วเราขึ้นทีละก้าวจนดูท่าว่าถ้ายังขึ้นแบบนี้ไม่ถึงไหนแน่ ๆ หนึ่งในสามของพวกเราจึงเสนอว่าก็เดินลงฉับ ๆ ไปเลยดีกว่า เอาให้เจ็บ เจ็บแต่จบ !!! ซึ่งพอเดินก้าวฉับ ๆๆ แล้วก็รู้สึกว่าเจ็บน้อยลงแฮะ หรือเพราะไม่มัวแต่กังวลที่จะก้าวทีละก้าว และเพราะยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้วใช่ไหม สู้เอาให้เจ็บไปเลยและถึงไวที่สุดก็น่าจะดีกว่า =_=

เราพักเที่ยงและเล่นบ่อน้ำพุร้อนที่ Jhinu ก่อนต่อไปที่ Kyumi เส้นทางจาก Jhinu ไป Kyumi นั้นไม่ชันมากแล้ว เพียงแต่ว่าเป็นป่าชื้นและฝนตกด้วย นั่นทำให้เราต้องเผชิญกับ “ทาก” อีกครั้ง จากวันแรกที่เจอทากแล้วกรี๊ดกัน มาวันนี้เจอทากแล้วมีสติ จัดการดึงออกได้ไม่มีปัญหา และสมาชิกคนหนึ่งของเราได้มีประสบการณ์โดนทากกัดบริเวณใต้ตาด้วยค่ะ...โอ้ว (ทากเมืองไทยตัวเล็ก ๆ ยาว ๆ ทากที่เนปาลตัวอ้วนกลมเชียวค่ะ)



วันที่ 7 ของการเทรคกิ้ง (6 กรกฎาคม 2557) เราเดินจาก Kyumi ไปยังหมู่บ้าน Siwai ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงกว่า แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ฝนฟ้าใจร้ายมาก ฝนเทลงมาหนัก และพวกเราก็ตัวเปียกอีก ไหนจะต้องเดินกันบนทางเฉอะแฉะและเต็มไปด้วยทาก นี่ก็พยายามสำรวจตัวเองตลอดว่ามีทากเกาะอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายหรือเปล่า แต่ก็ยังพลาดโดนทากกัดกันอยู่เรื่อย ตอนที่มาถึงหมู่บ้าน Siwai เราเปลี่ยนกางเกงเป็นขาสั้น แต่ละคนพบว่าโดนทากสูบเลือดกันไม่น้อย บ้างยังเกาะที่ขาและข้อเท้าอยู่แน่น ต้องดึงออกมา บ้างก็สูบเลือดจนอิ่มแล้วจากไป ทิ้งไว้แต่รอย ทากที่นี่โหดนะคะ ตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น พอโดนกัดทีใช้เวลานานมากกว่าเลือดจะหยุดไหล เป็นคำเตือนสำหรับคนที่จะมาเทรคหน้าฝนค่ะ




เรามาถึงหมู่บ้าน Siwai แล้วต่อรถสายตรงไปที่เมือง Pokhara เลย ตอนนั่งอยู่บนรถแล้วมองกลับไปยังนึกถึงไม่กี่วันก่อนที่อยู่ที่ระดับสูงจากน้ำทะเลถึง 4,130 เมตร เราคงคิดถึง บ๊ายบายเส้นทางเทรคกิ้ง ABC ...หวังว่าเราจะได้กลับมาเจอกันอีก ^__^

นี่เป็นรายละเอียดค่าใช้จ่ายของพวกเราทั้งสามคน ตรงนี้เป็นพาร์ทอาหารการกินในแต่ละวัน ตั้งแต่วันที่ 1-7 ที่ไปเทรคกิ้งเลยค่ะ รายจ่ายเหล่านี้เป็นรายจ่ายที่รวมของพวกเราทุกคนค่ะ วันแรกอาจจะเห็นมีหลายเมนูเพราะกินแยกกัน แต่วันหลัง ๆ จะสั่งมาแล้วแบ่งกินด้วยกัน มีอะไรสงสัยถามได้นะคะ เพราะอาหารบางอย่างมีชื่อท้องถิ่นอาจนึกภาพไม่ออก ฮ่า ๆ หน่วยเงิน NPR คือ เนปาลรูปีค่ะ ถ้าจะคิดเป็นเงินไทยให้หารด้วย 3 นะคะ



รายจ่ายตรงนี้เป็นส่วนของการเดินทางด้วยรถโดยสาร นอกจากนี้มีค่าไกด์และค่า Permission ค่ะ (ค่า Permission เราทำกับทัวร์ค่ะ ถ้าไปทำเองจะราคาเพียง 3,000 NPR เท่านั้น แต่ถือว่าซื้อความสะดวก เพราะวันนั้นเรามาถึงช้าและที่ทำ Permission ปิดไปก่อน) อันที่จริงไกด์ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้นะคะ แอบบอกเลยว่าจ้าง Porter หรือว่าลูกหาบจะดีกว่าเยอะ เพราะลูกหาบนั้นถูกกว่าค่ะ โดยราคาไกด์จะอยู่ที่วันละ $12-14 ส่วนลูกหาบวันละ $10-11 และที่จริงแล้วลูกหาบก็พูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ให้คำแนะนำได้ และแบกสัมภาระให้เราได้ ตรงนี้สำคัญค่ะ ขณะที่ไกด์เองจะอยู่ในฐานะที่ไม่จำเป็นต้องแบกของให้ มีหน้าที่แนะนำและบรรยายสถานที่ ซึ่งพวกเรามาได้พี่ไกด์ที่พูดน้อยและไม่ค่อยจะบรรยายค่ะ T_T และพอเดินเทรคกิ้งเจอลูกหาบของนักเทรคเกอร์คนอื่น ๆ ก็พบว่าลูกหาบเสียอีกที่พูดอังกฤษคล่องและไม่ได้ต่างจากไกด์สักเท่าไรเลย =_=

ค่าใช้จ่ายครั้งนี้ถ้าดูแล้วค่าอาหารก็สมเหตุสมผลดี แต่พอเป็นค่าไกด์แล้วเราต้องเสียเงินคนละพันเลยล่ะ ถ้าใครที่แบกเป้ได้เองเราว่าไม่จำเป็นต้องมีไกด์หรือลูกหาบก็ไหวอยู่นะ เพราะสามารถสอบถามทางได้กับชาวบ้านเรื่อย ๆ และถ้ามาช่วงไฮซีซั่นก็คงมีนักเทรคเกอร์เยอะ ไม่หลงง่าย ๆ


*ลูกหาบหรือไกด์สามารถติดต่อให้โรงแรมในตัวเมือง Pokhara หาให้ได้ค่ะ โรงแรมส่วนใหญ่มีบริการเรื่องนี้

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากรู้จักชีวิตนะคะ พวกเราเพิ่งเริ่มต้นและกำลังเริ่มวางแผนการเดินทางครั้งต่อไป และขอบคุณทุกคน ทุกความคิดเห็นนะคะที่เข้ามาอ่านจนจบเรื่องราวเทรคกิ้งของพวกเรา ถ้าใครกำลังจะไปเทรคกิ้งที่นี่มีอะไรให้แนะนำหรือปรึกษาได้นะคะ ยินดีมาก ๆ ค่ะ ^____^




แนะนำที่ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร พร้อมคูปองส่วนลดโรงแรม เพียบ

คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่ค่ะ




คุณกำลังดู: ผจญภัยไปกับผู้หญิง 3 คน เทรคกิ้ง ABC สู่เทือกเขาหิมาลัย

หมวดหมู่: เที่ยวต่างประเทศ

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด