ทำความรู้จักวัดหลังเหรียญในสกุลเงินของไทย มีวัดอะไรบ้าง

ท่องเที่ยวไทยกับสิ่งใกล้ตัว อย่างภาพวัดไทยหลังเหรียญกษาปณ์สกุลเงินของไทย มีที่ไหนบ้าง ตามไปดู

ทำความรู้จักวัดหลังเหรียญในสกุลเงินของไทย มีวัดอะไรบ้าง
ท่องเที่ยวไทยกับสิ่งใกล้ตัว...เที่ยวตามภาพวัดไทยหลังเหรียญกษาปณ์สกุลเงินของไทย กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในประเทศไทย มีที่ไหนบ้างตามไปดู

เอ...เพื่อน ๆ เคยสังเกต "เหรียญกษาปณ์" ต่าง ๆ ที่ใช้ในปัจจุบันกันหรือไม่ เราเชื่อว่าบางคนอาจจะไม่เคย และหลายคนเคยสังเกตแล้วปล่อยผ่านไป จึงทำให้ไม่เคยรู้ว่าข้างหลังเหรียญกษาปณ์ ตั้งแต่เหรียญ 25 สตางค์, 50 สตางค์, 1 บาท, 2 บาท, 5 บาท และเหรียญ 10 บาท มีภาพสถานที่สำคัญปรากฏอยู่ โดยเหรียญแต่ละชนิดราคาจะมีวัดสำคัญ ๆ แตกต่างกันไป แหม...พูดมาถึงตอนนี้หลายคนคงกำลังควานหาเหรียญในกระเป๋าขึ้นมาดูล่ะสิ ว่าด้านหลังแต่ละเหรียญนั้นคือสถานที่ไหน วันนี้เราได้รวบรวมเอาสถานที่สำคัญต่าง ๆ มาไว้ถึงที่แล้ว ส่วนจะมีที่ไหนบ้างนั้นตามเราไปดูกันเลย

สถานที่ท่องเที่ยว

1. พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (เหรียญ 25 สตางค์)


พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร คือภาพนูนต่ำที่พิมพ์อยู่บริเวณหลังเหรียญ 25 สตางค์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชั้นวรมหาวิหาร เดิมชื่อ วัดพระบรมธาตุ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศจดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราชที่รู้จักกันดี

เหรียญ 25 สตางค์

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

สำหรับ "พระบรมธาตุเจดีย์" มีส่วนยอดเจดีย์เป็นทองคำ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนแห่งความศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อการสร้างพระบรมธาตุ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุหรือพระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย) ตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลา เป็นผู้นำเสด็จพระบรมธาตุมา ประดิษฐาน ณ หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์เล็ก ๆ เป็นที่หมายไว้ ต่อมาในปีมหาศักราช 1098 (พ.ศ. 1719) พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นพร้อมการก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่

พระบรมธาตุเจดีย์มีลักษณะรูปแบบศิลปกรรมเป็นเจดีย์ทรงลังกาสูง 55.78 เมตร (กรมศิลปากรวัดเมื่อการบูรณะปลียอด ทองคำเมื่อ พ.ศ. 2538 ) จากฐานบัวคว่ำบัวหงายถึงปลียอด 6.80 เมตร ใช้ทองคำเนื้อสิบหุ้มโดยรอบ ส่วนฐานขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ (วิหารทับเกษตร) มีซุ้มถึง 22 ซุ้ม แต่ละซุ้มมีหัวช้างยื่นออกมารองรับพระบรมธาตุเจดีย์ ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้มั่นคง นอกจากนี้ยังมีปริศนาธรรมให้ค้นหาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมาย ทั้งนี้ ผู้มาเยือนที่นี่นิยมนำผ้าขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.
ที่อยู่ : ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทรศัพท์ : 0 7532 4479

2. พระธาตุดอยสุเทพ (เหรียญ 50 สตางค์)

พระธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่ภายในวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร และเป็นภาพนูนต่ำที่พิมพ์อยู่บริเวณหลังเหรียญ 50 สตางค์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา เป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเชียงใหม่ และเสมือนหนึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล

เหรียญ 50 สตางค์

พระธาตุดอยสุเทพ

พระธาตุดอยสุเทพ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย ซึ่งพระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี นำมาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพมันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำทักษิณาวัตรสามรอบแล้วล้มลง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหินแล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าในบริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น

ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้โปรดฯ ให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูนได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร เดินทางตามถนนห้วยแก้ว ผ่านอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ไปตามทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ระหว่างทางจะมองเห็นตัวเมืองเชียงใหม่อยู่เบื้องล่าง ระยะทางจากเชิงดอยถึงวัดประมาณ 11 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง วัดพระธาตุดอยสุเทพนี้เป็นปูชนียสถานคู่เมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่โบราณกาล นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาที่จังหวัดนี้จะต้องขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุกันทุกคน ถ้าหากใครไม่ได้ขึ้นไปนมัสการแล้วถือเสมือนว่ายังมาไม่ถึงเชียงใหม่

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 05.30-19.30 น.
ที่อยู่ : ถนนศรีวิชัย ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 0 5329 5000

3. พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (เหรียญ 1 บาท)

พระศรีรัตนเจดีย์ ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "วัดพระแก้ว" เป็นภาพนูนต่ำที่พิมพ์อยู่บริเวณหลังเหรียญ 1 บาท เป็นพระอารามหลวงชั้นพิเศษ เป็นเจดีย์ทรงลังกา ตั้งอยู่ด้านหลังขององค์พระพุทธปรางค์ปราสาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2398 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ทรงได้มาจากลังกา โดยสร้างตามรูปแบบของพระมหาเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา

เหรียญ 1 บาท

พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.30-15.30 น. ปิดการจำหน่ายตั๋วเวลา 15.30 น. (ชาวไทยไม่เสียค่าเข้าชม ส่วนชาวต่างชาติเสียค่าเข้าชม 200 บาท/คน)
ที่อยู่ : เขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก ติดท้องสนามหลวง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
เว็บไซต์ : palaces.thai.net


4. พระบรมบรรพต วัดสระเกศราชมหาวิหาร (เหรียญ 2 บาท)

พระบรมบรรพต ตั้งอยู่ภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งปรากฏเป็นภาพนูนต่ำที่เหรียญ 2 บาท โดย "บรมบรรพต" นามพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเดิมคือ "พระเจดีย์ภูเขาทอง" แต่ชาวไทยนิยมเรียกง่าย ๆ กันว่า "เจดีย์ภูเขาทอง"

เหรียญ 2 บาท

 พระบรมบรรพตภูเขาทอง

ทั้งนี้ บรมบรรพตปัจจุบันมีขนาดสูงจากฐานถึงยอด 63.6 เมตร ฐานโดยรอบมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 150 เมตร ฐานโดยรอบยาว 330 เมตร มีบันไดทอดขึ้นเป็นบันไดเวียน 344 ขั้น

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. (ชาวไทยไม่เสียค่าบริการ ส่วนชาวต่างชาติเสียค่าเข้า 10 บาท)
ที่อยู่ : 344 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
โทรศัพท์ : 0 2621 2280
เว็บไซต์ : watsraket.com

5. พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร (เหรียญ 5 บาท)

วัดเบญจมบพิตร หรือชื่อทางการคือ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ซึ่งพระอุโบสถของวัดได้ปรากฏเป็นภาพพิมพ์นูนต่ำที่อยู่ด้านหลังของเหรียญ 5 บาท เป็นวัดที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า "The Marble Temple"เพราะพระอุโบสถ พระระเบียง ประดับด้วยหินอ่อนที่ดีที่สุดจากประเทศอิตาลี ประกอบกับเป็นวัดที่มีความวิจิตรงดงามด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมไทยโบราณ จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสนใจเข้าชมจำนวนมาก

เหรียญ 5 บาท

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร

พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2441 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน เพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์ โดยพระราชทานนามว่า "สวนดุสิต" (พระราชวังดุสิตในปัจจุบัน) ซึ่งบริเวณที่ดินที่ทรงซื้อนั้นมีวัดโบราณ 2 แห่ง คือ วัดดุสิต ซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมโดยถูกใช้เป็นที่สร้างพลับพลา และวัดร้างอีกแห่งซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินของวัด สำหรับตัดเป็นถนน พระองค์จึงทรงทำผาติกรรม คือการสร้างวัดแห่งใหม่ เพื่อเป็นการทดแทนตามประเพณี โดยทรงเลือกวัดเบญจมบพิตรเป็นวัดที่ทรงสถาปนา ตามพระราชดำริว่า การสร้างวัดใหม่หลายวัดยากต่อการบำรุงรักษา ถ้ารวมเงินสร้างวัดเดียวให้เป็นวัดใหญ่ และทำโดยฝีมือประณีตดีกว่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรวัตถุอื่น ๆ และมีพระยาราชสงคราม เป็นนายช่างก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมายังวัด ในการนี้มีพระบรมราชโองการประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่ดินให้เป็นเขตวิสุงคาม สีมา (เขตที่พระราชทานแก่สงฆ์สำหรับสร้างพระอุโบสถ) ของวัด พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร" อันหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 และเพื่อแสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์ต่อมา พระองค์ได้ถวายที่ดินซึ่งพระองค์ขนานนามว่า "ดุสิตวนาราม" ให้เป็นที่วิสุงคามสีมาเพิ่มเติมแก่วัดเบญจมบพิตร และโปรดให้เรียกนามรวมกันว่า "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" เมื่อมีการจัดระเบียบพระอารามหลวง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ในปี พ.ศ. 2458 วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ถูกจัดให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ดังนั้นชื่อวัดจึงมีสร้อยนามต่อท้ายด้วย "ราชวรวิหาร" กลายเป็นชื่อ "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร" ในปัจจุบัน

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 06.00-17.00 น.
ที่อยู่ : 69 ถนนนครปฐม แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ
โทรศัพท์ : 0 2282 2667, 0 2281 7825
เว็บไซต์ : watbencha.net

6. พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร (เหรียญ 10 บาท )

พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดอรุณฯ เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา รวมทั้งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นภาพพิมพ์นูนต่ำที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเหรียญ 10 บาท ที่ใช้กันในปัจจุบัน

เหรียญ 10 บาท

พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร

พระปรางค์ เป็นศิลปกรรมที่สง่างามและโดดเด่นที่สุดในวัดอรุณฯ ตั้งอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ พระปรางค์องค์นี้เดิมทีสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นปูชนียสถานที่สร้างขึ้นพร้อมกับโบสถ์และวิหารน้อยหน้าพระปรางค์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงมีพระราชศรัทธาจะเสริมสร้างให้สูงใหญ่เป็นมหาธาตุประจำพระนคร แต่ทรงกระทำได้เพียงโปรดเกล้าฯ ให้กะที่ขุดรากเตรียมไว้เท่านั้น เนื่องจากสวรรคตเสียก่อน

เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นการใหญ่อีกครั้ง และทรงมีพระราชดำริที่จะสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เสริมสร้างพระปรางค์องค์ใหญ่สูง ถึง 1 เส้น 13 วา 1 ศอก 1 คืบ กับ 1 นิ้ว (สูง 67 เมตร) ฐานพระปรางค์กลมโดยรอบ 5 เส้น 17 วา (234 เมตร) โดยรัชกาลที่ 3 เสด็จพระราชดำเนินมาก่อพระฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 12 ค่ำ พ.ศ. 2385 สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2394 ใช้เวลาสร้างถึง 9 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้หล่อยอดนพศูลพระปรางค์ ปี พ.ศ. 2389 เมื่อยกยอดพระปรางค์ซึ่งเดิมทำเป็นยอดนพศูลตามพระปรางค์แบบโบราณ แต่ครั้นใกล้วันฤกษ์กลับโปรดให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่อง ที่จะเป็นพระประธานในวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล เมื่อการก่อสร้างสำเร็จแล้วยังไม่ทันมีงานฉลองก็พอดีสิ้นรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ. 2394

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 07.30-17.30 น.
ที่อยู่ : 158 ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ
โทรศัพท์ : 0 2891 2185
เว็บไซต์ : watarun.org

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ตัวที่เราเพียงแค่พลิกเหรียญกษาปณ์มาดู เราก็ได้ไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นศาสนสถานที่สำคัญถึง 6 แห่งกันแล้ว เรียกได้ว่าเป็นความรู้ใกล้ตัวที่เราไม่ควรพลาดเลย

หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจาก
, , , thaifolk.com, watarun.org, doisuthep.com, watsraket.com, bangkokgoguide.com และ watbencha.net

คุณกำลังดู: ทำความรู้จักวัดหลังเหรียญในสกุลเงินของไทย มีวัดอะไรบ้าง

หมวดหมู่: เที่ยวไทย

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด