เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

การท่องเที่ยวก็ถือเป็นวิธีเรียนรู้ นอกห้องเรียนอีกแบบหนึ่งที่ทุกเพศทุกวัย และวันนี้เรามี 8 แหล่งเรียนรู้ใกล้กรุงมาบอกเล่ากัน

เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

คู่มือเที่ยวไปเรียนรู้ไป (อ.ส.ท.)

"โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" จะมีเด็กสักกี่คนที่ตอบคำถามนี้ได้แบบเข้าใจไม่ได้ตอบตามเพื่อน ไม่ได้ตอบเอาใจพ่อแม่ บางคนได้เผชิญกับคำถามนี้ครั้งแรกตอนเรียนอนุบาล ยังไม่ทันจะรู้เลยว่าอาชีพในโลกนี้มีที่อาชีพแล้วแต่ละอาชีพนั้นมันต้องทำอะไร แม้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำงานแล้วอาจยังตอบไม่ได้เลยว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เมื่อหลายคนไม่สามารถหาคำตอบจากการเรียนในห้องเรียนได้ การเรียนรู้นอกห้องเรียนอาจจะเป็นทางออกของการที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งค้นพบตัวเองมีจุดมุ่งหมายในชีวิต มีความฝันรู้ว่าเมื่อโตไปอยากจะประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างไร

การท่องเที่ยวก็ถือเป็นวิธีเรียนรู้ นอกห้องเรียนอีกแบบหนึ่งที่ทุกเพศทุกวัยสามารถได้รับความบันเทิงไปพร้อมกัน ดังนั้น อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับนี้จึงได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้หลากหลายด้าน ทั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์การเกษตร พิพิธภัณฑ์ และอีกมากมาย เรียกได้ว่าศึกษากันตั้งแต่ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา จนออกอวกาศกับ NASA กันเลยทีเดียว และที่สำคัญสถานที่เหล่านั้นล้วนไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ไม่ต้องรอถึงช่วงปิดเทอมก็สามารถไปกันได้เลย ที่กล่าวมาทั้งหมดรวมอยู่ในคู่มือ "เที่ยวไปเรียนรู้ไป" ฉบับนี้ หลังจากเที่ยวตามสถานที่ในคู่มือครบแล้ว ลองถามลูกหลานและตัวเองอีกทีว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร"

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

คุณเคยทำนารึเปล่า ? ตั้งแต่เลิกจนโตเราอ่านเจอในหนังสือเรียนกันมาจนเปื่อยแล้วว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่นอกตำราเรียนเราเข้าใจวิถีชีวิตของเกษตรกรทั้งหลายกันมากน้อยแค่ไหน ? สำหรับผู้ที่สนใจอยากลงมือทำไร่ไถนาสักครั้งในชีวิต พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีให้คุณลอง

เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่เข้ามาคุณจะตะลึงกับพื้นที่อันกว้างใหญ่และแมกไม้อันเขียวขจี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือสุดยอดแหล่งรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านการเกษตรของชาวไทย คุณจะได้ลองดำนา ทำนา โดยวิธีโยนต้นกล้า ปลูกผักบนหลังคา ปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์เล็ก ๆ ที่เราทำเองกินเองที่บ้านได้ อีกทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ตามฤดูกาลอีกมากมายถาโถมไม่หยุดตลอดปี และที่นี่ยังมีเครือข่ายเกษตรกรกับตลาดนัดแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตร ทำให้รู้ว่าการทำนาไม่ใช่เรื่องน่ากลัว คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พิพิธภัณฑ์อันเขียวขจีและกว้างใหญ่แห่งนี้พร้อมยืนเคียงข้างคอยให้คำปรึกษาคุณไปตลอดเส้นทาง

เตรียมครีมกันแดดของคุณให้พร้อมแล้วไปลองดูสักครั้ง หากได้ไปลองทำนาแล้วคุณอาจรู้สึกว่าสนุกกว่าเข้าใจง่ายกว่า น่ากลัวน้อยกว่าตอนหัดลองเล่นเฟซบุ๊กครั้งแรกเสียอีก

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การหาชน) หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 46-48 ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 0 2529 2212 เว็บไซต์ www.wisdomking.or.th เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30-15.30 น.

ค่าเข้าชม


อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 : นักเรียน นักศึกษา 30 บาท ผู้ใหญ่ชาวไทย นักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ 50 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท

อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 และอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 หรืออาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 4 (เลือกเข้าชม 2 อาคาร) : นักเรียน นักศึกษา 40 บาท ผู้ใหญ่ชาวไทย นักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ 70 ชาวต่างประเทศ 150 บาท

อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 และอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 และอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 4 (เลือกเข้าชม 3 อาคาร) : นักเรียน นักศึกษา 50 บาท ผู้ใหญ่ชาวไทย นักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ 80 บาท ชาวต่างประเทศ 175 บาท

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน ผ่านโรงพยาบาลนวนครขึ้นสะพานกลับรถ พิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 46-48 ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร

รถตู้โดยสาร สายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-นวนคร ขึ้นรถตู้ฝั่งเซ็นเตอร์วัน ลงหน้าโงพยาบาลนวนคร จะมีสะพานลอยเดินข้ามฟาก

รถโดยสารประจำทาง สาย 338 จากฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ลงป้ายโรงพยาบาลนวนคร จะมีสะพานลอยเดินข้ามฟาก


สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

ริมถนนปรีดีพนมยงค์ที่ทอดยาว เรือนไทยของสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา วางตัวอยู่อย่างสงบงามท่ามกลางความเคลื่อนไหวรายรอบ หากเดินขึ้นไปชั้นบนจะได้สัมผัสกับนอกชานไม้โล่งโปร่ง คล้ายกับภาพในนิยายสักเรื่อง มีห้องนิทรรศการจัดแสดงเกร็ดประวัติศาสตร์อยู่ทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน ได้แก่ ห้องที่ 1 ห้องกรุงศรีอยุธยา เมืองมรดกโลก จัดแสดงเรื่องราวของเกาะเมืองอยุธยาในอดีต พื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาในกาลก่อน รวมถึงลำดับของพระมหากษัตริย์ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา

ห้องที่ 2 ห้องมรดกของแผ่นดินในตู้กระจกใสเรียงรายด้วยสมุดข่อย และคัมภีร์ใบลานจดจารวรรณกรรมวรรณคดีไทยหลากเรื่อง ซึ่งถือเป็นกรุสมบัติจากบรรพชนที่หลงเหลือไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ อีกด้านหนึ่งของห้องยังแขวนปลาตะเพียนสาน หนึ่งในงานหัตถกรรมโบราณที่สืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน และห้องที่ 3 ห้องโขน ที่สุดแห่งมหรสพไทย จัดแสดงประวัติความเป็นมาของวรรณคดีชั้นเอกอย่างรามเกียรติ์ตั้งแต่กำเนิดการเล่นโขนวัฒนธรรมของโขน เคล็ดลางของชาวโขน ขั้นตอนการทำหัวโนที่มีความประณีตวิจิตรบรรจง รวมถึงจัดแสดงหัวโขนตัวละครเอกที่มากด้วยความงดงามไว้ให้ชื่นชม เป็นการเรียนรู้หลากเรื่องราววิถีไทยในบ้านเรือนไทยหลังงาม

สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เลขที่ 96 ถนนปรีดีพนมยงค์ อําเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ 0 35 24 1407 www.ayutthayastudies.aru.ac.th เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. ไม่คิดค่าเข้าชม

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านประตูน้ำพระอินทร์ แยกเข้าทางหลวงหมาเลข 32 จากนั้นเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือบนถนนปรีดีพนมยงค์


หมู่บ้านญี่ปุ่น

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

ญี่ปุ่น คือ ชนชาติสำคัญชาติหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปีก่อน พ่อค้าชาวญี่ปุ่นได้ล่องเรือสำเภามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก และได้ตั้งรกรากจนกลายเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านญี่ปุ่นที่ยังคงมีร่องรอยหลักฐานให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน

หมู่บ้านญี่ปุ่น คือ แหล่งเรียนรู้ความเป็นมาของชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะเรื่องราวของ ยามาดะ นางามาซะ ผู้มีความรอบรู้ในเรื่องอาวุธและการศึกสงครามจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นถึงออกญาเสนาภิมุขที่เราต่างคุ้นเคยกันในภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์หลากเรื่อง ด้านหน้าของอาคารหลักแรกมีงานประติมากรรมเรือสำเภาโบราณจำลองหลากหลายลำ เมื่อเข้ามาด้านในก็รับชมวีดิทัศน์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา

ห้องถัดมาจัดแสดงนิทรรศการวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในยุคก่อน แผนที่ภาพวาดลายเส้นเส้นทางการเดินเรือโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น เช่น ดาบซามูไร พัด ฯลฯ รวมถึงสินค้าที่ญี่ปุ่นซื้อจากไทย เช่น หนังกวางไว้ใช้ทำเครื่องหนัง เสื้อหนังและถุงมือ หนังปลากระเบนไว้หุ้มด้าม ดาบกันลื่น ตลับสังคโลกทรงลูกพลับไว้บรรจุชาและชงชา ไหสังคโลกไว้บรรจุดินปืน ฯลฯ ไม่ไกลกันยังมีการ์ตูนที่เป็นเรื่องราวของยามาตะ นางามาซะ ตั้งแต่สมัยลองเรือสำเภามากรุงศรีอยุธยาฉายให้ดูเพลิน ๆ อีกด้วย

อาคารฝั่งตรงข้ามจัดวางรูปหล่อของออกญาเสนาภิมุขไว้ให้คนรุ่นหลังได้สักการะ นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของการก่อสร้างอาคารหมู่บ้านญี่ปุ่นแห่งนี้ผ่านภาพถ่ายในอดีต ก่อนกลับอย่าลืมแวะไปเดินเล่นชมสวนญี่ปุ่นที่มีการจัดสวนด้วย กรวดสีขาวสะอ้านเป็นริ้วลายชวนมอง ให้ความรู้สึกคล้ายกับกำลังเดินอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจริง ๆ

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตำบลเกาะเรียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น. โทรศัพท์ 0 3524 5123 ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ เวลา 08.00-16.30 นาฬิกา โทรศัพท์ 0 3524 5123 ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท นักเรียน นักศึกษา 20 บาท

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านประตูน้ำพระอินทร์แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เมื่อพบวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้มให้เลี้ยวซ้ายผ่านวัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตรงไปอีกราว 1.5 กิโลเมตร หมู่บ้านญี่ปุ่นจะตั้งอยู่ทางขวามือ


มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นใหม่ ตั้งอยู่ในบริเวณอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2549 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดแสดงนิทรรศการถาวรในรูปแบบมัลติมีเดียหัวข้อ "เรียงความประเทศไทย" กล่าวถึงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของภูมิภาคอุษาคเนย์ นับตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ (3,000 ปีก่อน) ที่ประกอบด้วยอารยธรรมด้านต่าง ๆ ก่อนการรับวัฒนธรรมจากอินเดียและจีน เรื่อยมาจนถึงกำเนิดสยามประเทศ และก้าวสู่ประเทศไทยในปัจจุบัน โดยแบ่งการนำเสนอผ่านห้องนิทรรศการต่าง ๆ ดังนี้

1. เบิกโรง เป็นการเบิกตัวละครที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่เรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดจากสุวรรณภูมิสู่สยามประเทศถึงประเทศไทย เพื่อค้นหาว่าเราคือใคร และอะไรคือไทย

2. ไทยแท้ เป็นห้องที่ทำให้เกิดความอยากรู้ว่าไทยแท้คืออะไร และเป็นอย่างไรจึงเรียกว่าไทยแท้

3. เปิดตำนานสุวรรณภูมิ เป็นห้องที่แสดงวิวัฒนาการทางสังคมก่อนจะมาเป็นบรรพบุรุษชาวสุวรรณภูมิ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า "สุวรรณภูมิ" คือ ชื่อที่ชาวโลกเมื่อ 3,000 ปีก่อน ใช้เรียกดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ทางทิศตะวันออกของอินเดีย ส่วนหนึ่งของพื้นที่นี้มีกรุงเทพฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งการศึกษาทางโบราณคดีจะทำให้รู้จักดินแดนแห่งนี้มากขึ้น

4. สุวรรณภูมิ เป็นห้องที่ทำให้รู้จัก สุวรรณภูมิ ดินแดนแห่งความมั่งคั่งผ่านทางผู้คน การเกษตร การค้าการสร้างเมือง เทคโนโลยีแห่งโลหะ และความเชื่อ (ผี พราหมณ์ พุทธ) ทำให้รู้ว่าสุวรรณภูมิคือรากเหง้าของประเทศไทย

5. พุทธิปัญญา สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหัวใจของพุทธศาสนา

6. กำเนิดประเทศสยาม สืบสานเรื่องราวการก่อตัวขึ้นเป็นนครรัฐ และวีรบุรุษผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาจากตำนานท้าวอู่ทอง

7. สยามประเทศ กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยาที่มีสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ จึงพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลของภูมิภาคทำให้เกิดการผสมผสานและความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย

8. สยามยุทธ์ กล่าวถึงเหตุแห่งสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เกิดจากพระมหากษัตริย์รัฐหนึ่ง เพื่อกวาดต้อนผู้คนและการครอบครองสินค้าสำคัญของรัฐอื่น ห้องนี้ยังมีกิจกรรมการยิงปืนใหญ่ในสงครามให้ลองเล่นอย่างสนุกสนานอีกด้วย

9. แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษแสดงให้เห็นถึงการล่าอาณานิคม ทำให้เกิดเส้นพรมแดนแบ่งกั้นชาติพันธุ์ออกจากกันจนมาถึงสิ้นกรุงศรีอยุธยา

10. กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา แสดงเรื่องราวเมื่อครั้งสิ้นกรุงศรีอยุธยา และได้สร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่บนผืนดิน "บางกอก" โดยจำลองแนวคิดและสืบสานวัฒนธรรมมาจากอยุธยา

11. ชีวิตนอกกรุงเทพฯ สื่อให้เห็นถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น และความฉลาดหลักแหลมในการสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นของเล่น เครื่องมือดักสัตว์เครื่องมือทำมาหากิน ความเชื่อ และพิธีกรรม

12. แปลงโฉมสยามประเทศการติดต่อกับโลกตะวันตกทำให้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในหลาย ๆ ด้าน

13. กำเนิดประเทศไทย ห้องนี้จะกระตุ้นให้เกิดการค้นหาคำตอบว่าวันเกิดประเทศไทยคือวันที่เท่าไหร่ และกรมโฆษณาการมาเกี่ยวข้องอย่างไร

14. สีสันตะวันตก แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์โลกใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เศรษฐกิจกำลังรุ่งเรือง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส มีความหวังและสนุกสนาน เปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันอย่างกว้างขวาง

15. เมืองไทยวันนี้ ความเป็นไทยอยู่บนพื้นฐานของความหลากหลายความเป็นไทยที่รู้จักเลือกรับและปรับใช้ นั่นคือการผสมผสานสิ่งที่ดีงามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเรา

16. มองไปข้างหน้า เป็นห้องที่ตอกย้ำว่า "วันพรุ่งนี้ของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร คนรุ่นปัจจุบันเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้"

นอกจากนิทรรศการถาวรเรื่อง "เรียงความประเทศไทย" แล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ยังจัดนิทรรศการหมุนเวียนเรื่องต่าง ๆ ที่น่าสนใจให้ผู้เข้าชมได้ชมอีกด้วย

มิวเซียมสยาม เลขที่ 4 ถนนสนามไชย แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2225 2777 www.museumsiam.com เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. ปิดวันจันทร์ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 100 บาท นักเรียน นักศึกษา 50 บาท ชาวต่างชาติ 300 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรี มีร้านจำหน่ายของที่ระลึกร้านอาหารและเครื่องดื่มบริการ

การเดินทาง

รถโดยสารประจำทางสาย 53


พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

นกฮูกหรือนกเค้าแมว เป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน ระบบตาและหูดีเป็นพิเศษเหนือกว่านกชนิดอื่น อาหารหลัก ได้แก่ หนู สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก โดยจะกินเหยื่อเข้าไปทั้งตัว ความเชื่อของคนไทยเชื่อว่าถ้านกฮูกหรือนกเค้าแมวบินข้ามหลังคาบ้านใคร หรือไปเกาะอยู่ใกล้ ๆ บ้านใครบ้านนั้นจะมีคนเสียชีวิต แต่ก็มีความเชื่อที่แตกต่างออกไปของชาติอื่น ๆ ว่านกเค้าแมวนั้นหมายถึงสติปัญญาจากความแตกต่างระหว่างความเชื่อที่เป็นด้านบวกและด้านลบได้นำไปเป็นแนวคิดของการออกแบบตราสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก (Owl Art Museum) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการศึกษาที่รวบรวมผลงานทางศิลปะ มีทั้งงานเขียน งานปั้น งานแกะสลัก และสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนกฮูก บางชิ้นเหมาะสำหรับตั้งโชว์สวย ๆ บางชิ้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

รศ.ปรีชา ปั้นกล่ำ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์และครอบครัวใช้เวลาในการรวบรวมเป็นเวลากว่า 5 ปี เริ่มต้นเก็บสะสมด้วยความรัก ความเข้าใจ และนำมาเป็นบทเรียนสอนลูกให้รู้จักความรักต่อสิ่งรอบตัวงานศิลปะที่สะสมมีทั้งงานจากเอเชีย ยุโรป อเมริกา และของไทย ซึ่งล้วนมีความสวยงาม การจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มีการจัดแสดงในลักษณะที่เป็นครอบครัวนกฮูก พ่อ แม่ ลูก โดยได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 7 กลุ่ม ตามวัสดุที่ทำ ได้แก่ ผลงานที่เป็นกระดาษเครื่องปั้นดินเผา โลหะและแก้ว เรซินผ้าและหนัง เครื่องประดับ และไม้ ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ทางพิพิธภัณฑ์ฯ จัดกิจกรรมสอนศิลปะให้แก่เด็ก ๆ และผู้ที่สนใจร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของตนเอง เช่น เพ้นท์โปสการ์ด วาดรูปลงบนเฟรมผ้าใบ ระบายสีออมสินนกฮูกเซรามิก ระบายสีหน้ากากนกฮูกสามมิติ เพ้นท์เสื้อ เพ้นท์กระเป๋า ปั้นหัวดินสอจากดินญี่ปุ่น ปั้นดินเซรามิก และกระปุกออมสินเปเปอร์มาเช เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้ความสนุกสนาน และสามารถนำชิ้นงานที่ทำเก็บไว้เป็นที่ระลึก หรือทำให้เป็นของขวัญสำหรับเพื่อน ๆ ในโอกาสต่าง ๆ ก็ได้

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก เลขที่ 10/3 หมู่ที่ 1 ตำบลไทยาวาส อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 0 3433 9721 หรือ เฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก เปิดวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-19.00 น. ปิดวันจันทร์ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท มีร้านจำหน่ายของที่ระลึกและร้านเครื่องดื่มบริการ

หมายเหตุ : ค่าเข้าร่วมกิจกรรมคิดตามวัสดุที่ทำ


การเดินทาง

ใช้ถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ถึงอำเภอนครชัยศรีเลี้ยวขวาผ่านตลาดท่านา ข้ามสะพานรวมเมฆ ตรงไปประมาณ 400 เมตร พิพิธภัณฑ์ฯ จะอยู่ทางขวามือ


คุ้มวิมานดิน

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

การปั้นดินไม่ว่าจะเป็นดินเหนียวหรือดินน้ำมัน ล้วนเป็นกิจกรรมที่หลายคนมักจะมีประสบการณ์กันมาตั้งแต่ในวัยเด็ก ปั้น ตกแต่ง และสร้างสรรค์กันไปตามจินตนาการของแต่ละคน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปั้นดินกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การได้ปั้นดินเล่นตามแบบที่ชอบในท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของสวนผลไม้ที่คุ้มวิมานดิน จังหวัดฉะเชิงเทรา แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่นี่มีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ทำหลายอย่าง เช่น เดินชมสวนมะม่วง อิ่มอร่อยกับมะม่วงที่ออกตามฤดูกาล ชมไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ดอกพื้นถิ่นสวย ๆ ชมการสาธิตปั้นดินที่โรงปั้น เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดินเผาน่ารัก ๆ กลับไปตกแต่งบ้าน หรือจะเขียนโปสการ์ดเก๋ ๆ บอกความรู้สึกส่งคนรู้จักใจ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมปั้นดินตามจินตนาการที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ตามใจผู้ปั้น โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำอย่างใกล้ชิด เมื่อปั้นสำเร็จสามารถนำกลับไปเป็นที่ระลึกได้ คุ้มวิมานดินจึงเหมาะสำหรับท่องเที่ยวและเรียนรู้กิจกรรมปั้นดินในช่วงวันหยุด สัมผัสไอเย็นจากดินพร้อมสร้างสมาธิจากการปั้น สร้างสรรค์เป็นผลงานอันน่าภาคภูมิใจติดไม้ติดมือกลับไปแต่งบ้านได้อีกด้วย

คุ้มวิมานดิน เลขที่ 121/1 หมู่ 3 ตำบลคลองเขื่อน อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ 08 7825 1338, 08 8219 5422 หรือ www.koomwimarndin.com/ เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 30 บาท สามารถใช้บัตรผ่านประตูเป็นส่วนลด 30 บาท เมื่อซื้อสินค้า เครื่องปั้นดินเผาครบทุก 200 บาท ค่ากิจกรรมปั้นดิน คนละ 40 บาท มีวิทยากร สอนให้ฟรี (ค่าปั้นดินในช่วงนี้เป็นราคาพิเศษ โดยในต้นปี 2558 จะปรับราคาขึ้น)

การเดินทาง

จากกรุงเทพฯ ไปตามถนนสุวินทวงศ์ เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 304 (มีนบุรี-ฉะเชิงเทรา) ถึงสามแยกสตาร์ไลท์แล้วเลี้ยวซ้าย วิ่งไปจนถึงสามแยกบางขวัญเลี้ยวขวาข้ามทางรถไฟไปจนถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายเล็ก ๆ มุ่งหน้าไปสู่อำเภอคลองเขื่อน เลียบคลองชลประทานไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร เลยสถานีสูบน้ำฉะเชิงเทราไปมีสามแยก ให้เลี้ยวขวาเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร คุ้มวิมานดินอยู่ทางขวามือ


ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

"ดูนั่น ดาวลูกไก่" "ไม่ใช่นั่นมันดาวหมูใหญ่" "ดาวหมูใหญ่มีที่ไหน มันมีแต่ดาวหมีใหญ่" แล้วตกลงมันคือดาวอะไร ? ไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวาย แล้วตรงไปที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของท้องฟ้าจำลองล้ำสมัยที่สุดในประเทศไทยขณะนี้

เมื่อมาถึงสิ่งที่ต้อนรับเราอยู่เมื่อผ่านทางเข้าอาคารหลักเข้ามา คือ ลูกแก้วไฟฟ้า ที่ใครเห็นเป็นครั้งแรกก็อยากลองจับ เพราะเราแตะมันตรงไหนก็จะมีเส้นไฟฟ้าพุ่งออกมาหาตรงนั้น เพลิดเพลินกันตั้งแต่เริ่มงานเลยทีเดียว ภายในอาคารมีนิทรรศการมากมายอัดแน่นทั้ง 3 ชั้น และมีห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่รอให้คุณครูพาน้อง ๆ นักเรียนมาทำกิจกรรม เช่น ศึกษาแมลงด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำความรู้จักดวงดาวดาราศาสตร์ ทดลองสารเคมีในชีวิตประจำวันต่าง ๆ เรียกว่าได้ความรู้และยังได้รับความสนุกสนาน แต่ส่วนที่เป็นสุดยอดความบันเทิงที่ใคร ๆ ก็ต้องมาชมให้เห็นกับตา นั่นก็คือ "ท้องฟ้าจำลอง"

ภายในโดมจุผู้เข้าชมได้ประมาณ 160 คน เป็นห้องที่มีผนังและเพดานโค้งเป็นจอขนาดใหญ่ ฉายภาพท้องฟ้าแบบสามมิติ ประหนึ่งเราได้นั่งไปในกระสวยอวกาศของ NASA สร้างอาการเสียวท้องน้อยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เนื้อหาที่ฉากในแต่ละรอบจะแตกต่างกันออกไปตั้งดูให้ดี แค่นี้คุณก็พอจะมีคำตอบแล้วว่าดาวน้อยใหญ่ที่คุณเห็นยามค่ำคืนนั้น แท้จริงแล้วมันคือดาวอะไร

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต เลขที่ 5 หมู่ 2 ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ระหว่างคลอง 5 กับคลอง 6 โทรศัพท์ 0 2577 5455-9 หรือ rscience.go.th เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ท้องฟ้าจำลองมีรอบการแสดง วันอังคาร-ศุกร์ รอบละ 160 ที่นั่ง

รอบเช้า เวลา 09.00,10.00, 11.00 น.
รอบบ่าย เวลา 13.00, 14.00, 15.00 น.
วันเสาร์อาทิตย์ เพิ่มรอบพิเศษ เวลา 16.00 น.

ค่าเข้าชมเฉพาะในส่วนท้องฟ้าจำลอง รอบละ 30 บาท (ส่วนที่เหลือชมฟรี)

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก มุ่งหน้าไปทางคลอง 6 สังเกตด้านซ้ายจะผ่านวิทยาลัยการปกครอง เลยไปอีกนิดก็จะเห็นป้ายบอกทางเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เลี้ยวเข้าซอยตรงไปเรื่อย ๆ พอถึงมหาวิทยาลัยฯ ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปอีกนิดก็จะถึงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต

รถโดยสารประจำทาง สาย 188, 538, 1156 ลงที่ปากซอยเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี แล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าไป


คิดส์ซาเนีย (KidZania)

 เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร คือ คำถามที่เด็ก ๆ หลายคนมีความคิดฝันต่างกันออกไปในหลากหลายอาชีพ แต่จะมีสถานที่ท่องเที่ยวใดที่จะเสมอเหมือน คิดส์ซาเนีย (KidZania) ซึ่งมุ่งเน้นให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินกับนานากิจกรรม อันเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต แพทย์ นักบิน ตำรวจ นักดับเพลิง เชฟ ทนายความ นางแบบ นักข่าว ช่างภาพ ฯลฯ รวมแล้วกว่า 80 อาชีพ ได้ถูกเลือกสรรเพื่อให้เด็ก ๆ วัย 4-14 ปี ได้เติมเต็มประสบการณ์ผ่านการเล่นและเรียนรู้ที่คิดส์ซาเนีย

เมืองจำลองย่อส่วนในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้พร้อมความสนุกสนาน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมโดยสวมบทบาทในสาอาชีพต่าง ๆ แบบสมจริง เพื่อสัมผัสประสบการณ์และพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ ใช้ชีวิตในสังคมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในเมืองจำลองซึ่งเปรียบได้กับประเทศประเทศหนึ่งที่เราได้เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวมีระบบเศรษฐกิจและสกุลเงินเป็นของตนเอง มีสถานประกอบการ ร้านค้า ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ถนน ยานพาหนะ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเด็ก ๆ จะประกอบอาชีพ เมื่อมีรายได้จึงนำเงินหน่วย คิดส์โซ ที่ได้จากการทำงานไปซื้อสินค้า บริการ หรือฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย ซึ่งในแต่ละสถานประกอบการจะมีเจ้าหน้าที่แนะนำกิจกรรม ฝึกสอนให้เด็ก ๆ ได้ปฏิบัติจริง

คิดส์ซาเนียแบ่งเป็น 3 โซน กิจกรรมหลัก ได้แก่ โซนสนามบินเป็นโซนที่เด็ก ๆ จะได้สวมบทบาทเป็นนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน, โซนซีตีสแควร์ เป็นศูนย์กลางของเมืองที่มีธนาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ฯลฯ และโซนชานเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานต่าง ๆ เช่น โรงงานน้ำอัดลม โรงงานผลิตนมโรงงานผลิตชาเขียว ฯลฯ

บริเวณจุดจำหน่ายบัตรได้จำลองเป็นเคาน์เตอร์สายการบินแอร์เอเชีย บัตรเข้าเมืองมีลักษณะเหมือน Bordingpass เมื่อซื้อบัตรจะได้แผนที่และสายรัดข้อมือนิรภัยที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยสำหรับทุกคนในเมืองคิดส์ซาเนีย

คิดส์ซาเนีย (KidZania) ศูนย์การค้า สยามพารากอน ชั้น 5 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2683 1888 หรือ bangkok.kidzania.com/th-th เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-15.00 น. และเวลา 16.00-21.00 น. อัตราค่าเข้าเมือง เด็กอายุ 2-3 ขวบ 350 บาท เด็กอายุ 4-14 ขวบ 850 บาท ผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป 480 บาท ผู้ใหญ่ 60 ปีขึ้นไป 400 บาท

การเดินทาง

รถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีสยาม แล้วใช้ทางเชื่อเดินต่อไปยังศูนย์การค้าสยามพารากอน

รถโดยสารประจำทาง สาย 15, 16, 25, 40, 48, 54, 73


แนะนำที่ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร พร้อมคูปองส่วนลดโรงแรม เพียบ

คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ได้ที่นี่ค่ะ




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

หนังสืออสท. เล่มเล็ก กรกฎาคม 2557




คุณกำลังดู: เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับ 8 แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

หมวดหมู่: เที่ยวไทย

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด